เรื่องนี้มีตำนาน

 

14 กันยายน
วันฉลองเทิดทูนไม้กางเขน

คุณพ่อทัศไนย์ คมกฤส
ศูนย์ฝึกอบรมงานอภิบาล "บ้านผู้หว่าน" สามพราน
28 สิงหาคม 1998

นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 มาแล้ว คริสตชนทางตะวันออกของจักรวรรดิโรมัน ทำการฉลองไม้กางเขนอย่างสง่างามไม่แพ้วันสมโภชปัสกา นักบุญซีริลแห่งกรุงเยรูซาเล็มกล่าวไว้เมื่อปี 348 ว่าคริสตชนที่กรุงเยรูซาเล็ม แสดงคารวะต่อพระธาตุไม้กางเขนชิ้นเล็กๆ ในโอกาสนี้ ต่อมานางเอเจรีอา สุภาพสตรีคริสตชนจากประเทศสเปน ซึ่งมาแสวงบุญที่แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์และบันทึกเกี่ยวกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่เธอไปเยี่ยมและพิธีกรรมในสถานที่เหล่านั้นราวปี 383 หรือ 384 บอกให้เราทราบถึงการเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ในเดือนกันยายนที่กรุงเยรูซาเล็ม เพื่อถวายเกียรติแด่ไม้กางเขน เป็นการระลึกถึงการอภิเษกพระวิหารบนเนินกลโกธา ซึ่งเรียกว่า "Martyrium" (การเป็นพยาน) และพระวิหารอีกหลังหนึ่งใกล้ๆกันที่เรียกว่า "Anastasis" (การกลับคืนพระชนม์)

ณ สถานที่ที่เชื่อกันว่าพระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพที่นั่น พระวิหารทั้งสองได้รับการอภิเษกในวันเดียวกันคือในวันที่ 12 หรือ 13 กันยายน ปี 335 การฉลองระลึกถึงการอภิเษกจึงกระทำในวันที่ 13 และ 14 กันยายน และยังเชื่อกันอีกด้วยว่า ได้มีการค้นพบไม้กางเขนที่ตรึงพระเยซูเจ้า ในโอกาสที่มีการขุดสถานที่เพื่อก่อสร้างพระวิหารทั้งสองนี้เอง วันที่ 14 กันยายนจึงเป็นวันสำหรับแสดงคารวะต่อไม้กางเขนโดยเฉพาะ

การเฉลิมฉลองเพื่อระลึกถึงการอภิเษกพระวิหารทั้งสอง รวมทั้งการค้นพบและแสดงคารวะต่อไม้กางเขนเป็นประจำทุกปีนี้ ได้ขยายตัวจากกรุงเยรูซาเล็มไปยังคริสตจักรอื่นๆ ด้วย และวันฉลองซึ่งแต่เดิมเรียกว่า "วันอภิเษก" พระวิหาร (Encaenia) ก็ถูกเปลี่ยนไปเรียกว่า "วันเทิดทูนไม้กางเขน" ในศตวรรษที่ 6 (อเล็กซานเดอร์แห่งเกาะไซปรัส) และชื่อนี้ยังคงใช้มาจนทุกวันนี้ และการฉลองนี้ถูกนำเข้ามาในพิธีกรรมจารีตลาตินที่กรุงโรมในศตวรรษที่ 7

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 614 ชาวเปอร์เซียเข้าโจมตีกรุงเยรูซาเล็มได้ และนำเอาพระธาตุไม้กางเขนเป็นของเชลยกลับไป ต่อมาเมื่อพระจักรพรรดิเฮราคลิอุส (575-641) ยึดพระธาตุไม้กางเขนนี้กลับคืนมาได้ในปี ค.ศ. 629 พระองค์จึงจัดให้ประดิษฐานพระธาตุไม้กางเขนนี้ไว้ในพระวิหารดังเดิม และมีการเฉลิมฉลองอย่างสง่างาม และมีการฉลองระลึกถึง "การพบไม้กางเขน"ในวันที่ 3 พฤษภาคม ต่อมาในศตวรรษที่ 8 พระศาสนจักรในประเทศโกล (หรือฝรั่งเศสในปัจจุบัน) ก็รับวันฉลอง "การพบไม้กางเขน"นี้เข้าในปฏิทินทางพิธีกรรมของจารีตกัลลีกัน เพื่อระลึกถึงการที่พระจักรพรรดิเฮราคลิอุส ยึดไม้กางเขนคืนมาได้จากชาวเปอร์เซียด้วย และในศตวรรษต่อมา การฉลองในวันที่ 3 พฤษภาคมนี้ ก็เข้ามาในปฏิทินทางพิธีกรรมของพระศาสนจักรที่กรุงโรมด้วย การฉลองในวันที่ 3 พฤษภาคมนี้ อยู่ในปฏิทินพิธีกรรมของพระศาสนจักรกรุงโรมมาจนถึงปี ค.ศ. 1960 เมื่อพระสันตะปาปา ยอห์นที่ 23 ทรงตัดออกไปจากปฏิทินพิธีกรรม ทั้งๆ ที่ก่อนนั้นการฉลองในวันที่ 3 พฤษภาคมมีความสำคัญมากกว่า (Duplex secundae Classis) การฉลองในวันที่ 14 กันยายน (Duplex majus) เสียด้วย

ตามปฏิทินพิธีกรรมของพระศาสนจักรกรุงโรมหลังสภาสังคายนาวาติกันที่ 2 การฉลอง "เทิดทูนไม้กางเขน" ในวันที่ 14 กันยายนนับเป็น "วันฉลอง" ซึ่งถ้าตรงกับวันอาทิตย์ ก็ถือเป็นการสมโภชแทนพิธีกรรมของวันอาทิตย์นั้นด้วย นับเป็นการรื้อฟื้นธรรมประเพณีโบราณของพระศาสนจักรทางตะวันออก ที่เฉลิมฉลองชัยชนะของไม้กางเขนอย่างสง่างามดังที่กล่าวแล้ว พระศาสนจักรกรีกยังฉลอง "การประจักษ์ของไม้กางเขน" แก่นักบุญซีริลแห่งกรุงเยรูซาเล็มในวันที่ 7 พฤษภาคม (ปี 351) และฉลอง "การนมัสการไม้กางเขน"ในวันที่ 1 สิงหาคมและในวันอาทิตย์ที่ 3 ในเทศกาลมหาพรตอีกด้วย ส่วนคริสตชนชาวอาร์เมเนียนก็มีวันฉลองไม้กางเขน เป็นหนึ่งในฉลองสำคัญทั้งเจ็ดในรอบปีในฤดูใบไม้ร่วง ใกล้กับสมโภชพระนางมารีย์ได้เกียรติยกขึ้นสวรรค์ด้วยเช่นกัน

การถวายเกียรติแก่ไม้กางเขนในวันฉลองนี้ มิได้ให้ความสำคัญพิเศษแก่วัสดุไม้ ซึ่งเป็นเครื่องมือทรมานประหารพระเยซูเจ้าเท่ากับการระลึกว่า ไม้กางเขนเป็นสัญลักษณ์แห่งความรอดพ้น ที่พระเยซูเจ้าทรงนำมาให้เรามนุษย์โดยสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และกลับคืนพระชนมชีพ ในพิธีกรรมของพระศาสนจักร จึงมีการตั้งไม้กางเขนไว้ใกล้กับพระแท่นบูชา (หรือบนพระแท่นบูชา) เตือนให้ระลึกถึงสัญลักษณ์แห่งความรอดพ้นนี้ซึ่งมี "รูปแบบ" อยู่แล้วในการที่โมเสสตั้งรูปงูทองสัมฤทธิ์ขึ้นบนเสาหลักในถิ่นทุรกันดาร ให้เป็นเครื่องหมายแห่งความรอดตายสำหรับชาวอิสราเอล (กดว 21:9; ยน 3:14-15) นักบุญยอห์นก็กล่าวถึงสัญลักษณ์ไม้กางเขนนี้อีกเช่นกัน เมื่อกล่าวถึงพระเยซูเจ้าบนไม้กางเขนว่า "เขาจะมองดูผู้ที่เขาได้แทง" (ศคย 12:10; ยน 19:37)

นอกจากนั้นคริสตชนยังใช้ "เครื่องหมายกางเขน" เพื่อแสดงความเชื่อของตนมาตั้งแต่สมัยแรกๆทีเดียว มีหลักฐานปรากฏตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 แล้วว่าคริสตชนมีธรรมเนียมใช้นิ้วหัวแม่มือหรือนิ้วชี้ ทำเครื่องหมายกางเขนบนหน้าผาก แสดงความเชื่อเป็นกิจศรัทธาส่วนตัว และธรรมเนียมนี้เข้ามาในพิธีกรรมตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 นอกจากการทำเครื่องหมายกางเขนบนหน้าผาก แล้วเรายังพบว่ามีการทำเครื่องหมายกางเขนที่หน้าอกด้วย ราวปลายศตวรรษที่ 4 นั้นเอง และในศตวรรษที่ 8 ยังมีการกล่าวถึงการทำเครื่องหมายกางเขนที่ว่านี้ที่ริมฝีปากด้วย พิธีดังกล่าวตกทอดมาถึงเรา ซึ่งทำเครื่องหมายกางเขนบนตัวเราทั้งสามแห่งเมื่อมีการอ่านพระวรสารในมิสซา ในคริสตจักรทางตะวันออกตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 เป็นต้นมา คริสตชนมักนิยมทำเครื่องหมายกางเขนดังกล่าวโดยใช้ 2 นิ้ว (นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ควบกัน) หรือ 3 นิ้ว (เพิ่มนิ้วกลางเข้าไปด้วย) เพื่อยืนยันความเชื่อถึงพระธรรมชาติพระเจ้าและมนุษย์ของพระเยซูเจ้า หรือความเชื่อถึงสามพระบุคคลในพระตรีเอกภาพ

ส่วนเครื่องหมายกางเขน "อย่างใหญ่" ที่หน้าผาก หน้าอกและไหล่ทั้งสองนั้นเริ่มมีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 เริ่มโดยเป็นกิจศรัทธาส่วนตัวก่อน แล้วต่อมาจึงเป็นที่นิยมกันตามอารามนักพรตอย่างน้อยในศตวรรษที่ 10 หรืออาจจะก่อนนั้นก็ได้ ในศตวรรษที่ 13 พระสันตะปาปาอินโนเชนต์ที่ 3 ทรงแนะนำคริสตชนให้ใช้ 3 นิ้ว (นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้และนิ้วกลาง) รวมกันทำเครื่องหมายกางเขนโดยแตะที่หน้าผาก หน้าอก ไหล่ขวาและซ้าย ซึ่งคริสตชนจารีตตะวันออก ก็ยังปฏิบัติอยู่จนทุกวันนี้

แต่ต่อมาคริสตชนทางตะวันตกทำเครื่องหมายกางเขน โดยเหยียดนิ้วมือติดกันและแตะหน้าผาก หน้าอก แล้วสลับจากไหล่ซ้ายมาไหล่ขวา ดังที่เราปฏิบัติกันในปัจจุบัน การทำเครื่องหมายกางเขนบนตัวนี้ตามปรกติก็มีคำสวดควบคู่ไปด้วย สูตรโบราณที่สุดก็คือสูตรที่เราใช้อยู่จนทุกวันนี้ คือ "เดชะพระนามพระบิดา พระบุตรและพระจิต อาเมน" ในคริสตจักรทางตะวันออกมีสูตรที่ใช้หลายแบบด้วยกัน แบบหนึ่งใช้ว่า "ข้าแต่พระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงพลัง ข้าแต่พระเจ้าผู้อมต ขอทรงพระกรุณาข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด" (Hagios o Theos, Hagios Ischyros, Hagios Athanatos, eleison imas)

วันฉลองเทิดทูนไม้กางเขนจึงเป็นโอกาสให้เราระลึกถึงสัญลักษณ์แห่งความรอดพ้น เพื่อขอบพระคุณพระเจ้า ที่ทรงเรียกเราให้มารับความรอดพ้นที่พระเยซูเจ้าทรงนำมาให้มนุษย์ทุกคน โดยสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เราจะต้องไม่กลัวหรือย่อท้อที่จะแบกไม้กางเขนในชีวิตของเรา ซึ่งได้แก่ความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ในชีวิต เดินติดตามพระคริสตเจ้าผู้นำของเราอย่างกล้าหาญ ดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า "ผู้ใดต้องการเป็นศิษย์ของเรา ก็ให้เขาปฏิเสธตนเอง แบกไม้กางเขนของตนทุกวันและตามเรามา" (ลก 9:23) ถ้าเรามีส่วนร่วมทุกข์กับพระองค์ในชีวิตนี้แล้ว เราก็จะมีส่วนร่วมชัยชนะอันรุ่งเรืองของพระองค์ในสวรรค์ด้วย

(1 ปต 4:13) ไม้กางเขนจะไม่ใช่เครื่องหมายแห่งความทรมาน ความพ่ายแพ้และความอัปยศอีกต่อไป แต่จะเป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะและความรุ่งเรืองเช่นเดียวกับชัยชนะของพระคริสตเจ้า ซึ่ง "ทรงชัยบนไม้กางเขน" (พิธีกรรมวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์) อย่างแท้จริง ให้เรามีความภาคภูมิใจทำเครื่องหมายกางเขนทุกครั้งอย่างศรัทธา เพื่อแสดงความเชื่อของเราเสมอเถิด

<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>

Updated กันยายน 2002

Go Top
Back to Home Page